|
|
www.thaiindy.org | |
Rebuilding America's Defenses5. สร้างกำลังรบหลักของวันพรุ่งหน้าที่ 2 จาก 4
|
||
|
Rebuilding
American Defense
|
อวกาศ และ Cyber spaceไม่มีระบบป้องกันอาวุธจรวดสามารถมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ โดยปราศจากการติดตั้งเครื่องตรวจจับและอาวุธไว้ในอวกาศ ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะปรากฎว่าเป็นการสร้างวงเขตใหม่ ที่มีศักยภาพของการทำสงคราม โดยข้อเท็จจริงอวกาศได้ถูกใช้เพื่อการทหารได้ดีกว่าในห้วง 4 ทศวรรษ กระนั้นดาวเทียมสำหรับการสื่อสารสำรวจ และลาดตระเวนสอดส่อง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง โดยเพิ่มขึ้นในกำลังอำนาจทางทหารของอเมริกา อันที่จริง กำลังอาวุธของสหรัฐนั้น พึ่งพิงกับอวกาศเป็นสำคัญ ตามที่วารสาร Joint Strategy Review ปี 1996 ซึ่งมีรายงานมาก่อนวารสาร Quadrenmal Defense Review ปี 1997 ได้สรุปไว้ว่า "อวกาศเป็นจุดเชื่อมโยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อปฏิบัติการทางทหาร ภาคพื้นดิน ทางทะเล และในอากาศ" รายงานของคณะกรรมการการป้องกันแห่งชาติ (The National Defense Panel) เห็นด้วยว่า "การใช้อวกาศโดยปราศจากข้อจำกัดได้กลายเป็นผลประโยชน์ ในทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐ " ตัวอย่างของการได้ประโยชน์ของกองทัพสหรัฐอย่างได้เปรียบ ตามที่เป็นผลของการใช้อวกาศโดยปราศจากข้อจำกัด เป็นการมองอย่างสายตาสั้นในการคาดหมายศักยภาพของศัตรู ให้ละเว้นจากความพยายามในการตอบโต้ เพื่อทำความเสียหายต่อขีดความสามารถทางอวกาศของสหรัฐ และการแพร่กระจายความรู้เกี่ยวกับอวกาศ และเทคโนโลยที่เกี่ยวข้องไปทั่วโลก โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ศัตรูของสหรัฐจะแสวงหาการได้ประโยชน์จากอวกาศ เดียวกันนี้อย่างมากในอนาคต ยิ่งกว่านั้น การพาณิชย์ในอวกาศ "(space commerce)" เป็นภาคที่เติบโตในเศรษฐกิจโลก ปี 1996 ในสหรัฐมีการปล่อยดาวเทียมเชิงพาณิชย์ มากกว่าดาวเทียมทางทหาร และค่าเช่าดาวเทียมเชิงพาณิชย์มีมากกว่าค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับอวกาศของภาครัฐ ทุกวันนี้บริษัทธุรกิจมากกว่า 1100 แห่ง ในมากกว่า 50 ประเทศ กำลังพัฒนาสร้างและปฏิบัติดำเนินการระบบอวกาศ ระบบอวกาศเชิงพาณิชย์จำนวนมากเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการใช้ประโยชน์ในทางทหาร อันรวมถึงข้อสนเทศจากระบบดาวเทียม ค้นหาตำแหน่งและดาวเทียมบันทึกภาพที่มีความชัดเจน (Resolution ดีกว่าระยะ 1 เมตร) แท้ที่จริงแล้ว 95% ของระบบสื่อสารทางทหารของสหรัฐในปัจจุบัน ได้ใช้วงโคจรของภาคพาณิชย์กรรม รวมถึงดาวเทียมสื่อสารเชิงพาณิชย์ กองบัญชาการอวกาศสหรัฐคาดการณ์ไว้ว่าในทศวรรษที่กำลังมาถึงนี้ ปฏิปักษ์จะมีความตระหนักในสถานการณ์ของภูมิภาค ศัตรูอาจมีความรู้ที่ดีขึ้น ในระยะสั้น ความยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเท่าเทียมได้ ในการใช้ประโยชน์จากอวกาศโดยสหรัฐในทุกวันนี้ จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ตามที่ โคลิน เกรย์ (Colin Gray) และ จอห์น เชลดอน (John Sheldon) ได้เขียนไว้ "การควบคุมอวกาศไม่ใช่ประเด็นที่หลีกเลี่ยงไปได้ มันไม่ใช่สิทธิพิเศษอีกต่อไป" สำหรับกำลังอาวุธของสหรัฐในการดำเนินการ เพื่อยืนยันความเป็นเลิศทางการทหาร การควบคุมอวกาศถูกนิยาม ให้ความหมายโดยกองบัญชาการอวกาศว่าเป็น "ความสามารถในการประกันการเข้าถึงห้วงอวกาศ ปฏิบัติการโดยอิสระภายในสื่อกลางในอวกาศ และความสามารถในการปฏิบัติการใช้อวกาศของชาติอื่น" ต้องเป็นเนื้อหาสำคัญยิ่งของยุทธศาสตร์ทางทหารของสหรัฐ ถ้าอเมริกาไม่สามารถรักษาไว้ ซึ่งการควบคุมความสามารถในการนำปฏิบัติการทางทหารทั่วทั้งโลก จะยุ่งยากซับซ้อนอย่างรุนแรง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้นอย่างมาก และผลประโยชน์จะตกอยู่ในอันตราย ความซับซ้อนของการควบคุมอวกาศจะเติบโตขึ้น ตามกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ของนักลงทุนอเมริกันและพันธมิตร ในระบบอวกาศจะต้องมีข้อกำหนดในการปกป้อง และทำให้ทรัพย์สินในอวกาศเหล่านี้ให้ปลอดภัย โดยที่เป็นเครื่องมือที่สำคัญของพลังอำนาจของสหรัฐ และยังจะไม่ใช่เพียงแต่เป็นการพอเพียง ในการปกป้องการใช้อวกาศเชิงพาณิชย์อย่างเป็นมิตร ตามที่กองบัญชาการอวกาศย้ำเตือนไว้อีกด้วยว่า สหรัฐจะต้องมีขีดความสามารถในการป้องกันไม่ให้ ปฏิปักษ์ของสหรัฐใช้สถานีอวกาศเชิงพาณชย ์เพื่อเป้าหมายทางการทหารในห้วงเวลาของวิกฤติการณ์ และความขัดแย้ง อันที่จริง อวกาศดูเหมือนว่าได้กลาย เป็นพื้นที่สาธารณะนานาชาติแหล่งใหม่ ("International commons") ที่ซึ่งผลประโยชน์ทางการค้าและความมั่นคง ได้สัมพันธ์และร้อยรัดร่วมกัน ดังที่ อัลเฟรด ธายเออร์ มาฮัน (Alfred Thayer Mahan) ได้เขียนเกี่ยวกับ "พลังอำนาจทางทะเล" เมื่อราวต้นศตวรรษที่ 20 ในความเข้าใจเช่นเดียวกันนี้ นักยุทธศาสตร์อเมริกันจะถูกบังคับให้ต้องถือว่า ในศตวรรษที่ 21 คือ "พลังอำนาจทางอวกาศ" เพื่อทำให้การควบคุมอวกาศของสหรัฐเป็นที่แน่ใจ ในระยะอันใกล้ ความจำเป็นขั้นต่ำสุดคือ การพัฒนาขีดความสามารถที่แข็งแกร่งในระบบขนส่งขึ้นสู่อวกาศ ดำเนินปฏิบัติการในอวกาศ และการดำเนินการและฟื้นฟูระบบอวกาศ เป็นสิ่งที่จำเป็นตามที่ได้วางโครงร่างไว้ โดยกองบัญชาการอวกาศ การดำเนินโครงการนี้ให้บรรลุผลจะรวม การผสมผสานของยานพาหนะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายกับยานพาหนะ ซึ่งสามารถปฏิบัติการภายในอวกาศได้ รวมถึง "การดึงอวกาศเป็นให้เป็นที่ใช้ประโยชน์ (ติดตั้งเป็นฐานอาวุธ)* การจัดตั้งขึ้นใหม่ การเติมเต็ม การนำมาปรับปรุง การขยาย และการได้รับการสนับสนุนอย่างเรื่อยไป ระบบอวกาศ แต่ว่าในระยะยาวนั้น การรักษาไว้ซึ่งการควบคุมอวกาศจะต้องการ การใช้ประโยชน์ของกำลังอาวุธทั้งในอวกาศ และจากอวกาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึง การควบคุมอวกาศไม่สามารถได้รับ การสนับสนุนด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ด้วยการสงครามบนภาคพื้นดินตามแบบแผน ทางทะเล หรือกำลังทางอากาศ หรือโดยสงครามอีเล็กโทรนิกส์ แต่ก็ไม่ได้ถูกจำกัดต่อ การป้องกันต่อต้านอาวุธจรวด (Anti-missile defenses) และระบบการป้องกันที่สามารถปกป้องดาวเทียม ของสหรัฐและพันธมิตร ผลสุดท้ายนี้ได้ปรากฏอยู่ใน นโยบายอวกาศของสหรัฐซึ่งระบุไว้ดังนี้ "กระทรวงกลาโหมจะต้องรักษาขีดความสามารถ ในการบริหารจัดการพื้นที่ตามภารกิจ ของการสนับสนุนทางอวกาศ การเพิ่มพูนกำลัง การควบคุมอวกาศ และการใช้ประโยชน์ทางกองกำลัง" โดยสรุป ความสามารถในการรักษาไว้ ซึ่งความเป็นเลิศในทางการทหารของสหรัฐในอนาคต จะวางอยู่บนมาตรการที่เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับความสามารถในปฏิบัติการทางการทหารในอวกาศ ทั้งความจำเป็นสำหรับการป้องกันอาวุธจรวด ในขอบเขตของโลกที่ทรงประสิทธิภาพ และการกำหนดทิศทางพลังอำนาจทางทหาร ตามแบบแผนที่ต้องการสิ่งนี้ โชคไม่ดีนักทั้งรัฐบาลคลินตัน และการพิจารณา ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่ผ่านมา ไม่ได้จัดทำนโยบายที่มีความต่อเนื่อง และโครงการเพื่อให้บรรลุผลตามจุดหมายนี้ วิธีการและเป้าหมายของการควบคุมอวกาศตามที่กระทรวงกลาโหมได้ใช้อย่างกว้างขวาง ข้อความที่ว่า "กำลังอำนาจในอวกาศ" หมายถึง ระบบที่จำเป็นในการทำให้การเข้าถึงอย่างต่อเนื่อง และควบคุมอวกาศในท้ายที่สุดเป็นที่แน่ใจ ได้เสื่อมถอยลงในทศวรราที่ผ่านมา และการริเริ่มใหม่ๆ จำนวนน้อยหรือโครงการ อันอยู่บนขอบฟ้าระดับใกล้ การเข้าถึงอวกาศของสหรัฐได้ เป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกหน่วงให้ช้าลง ตามที่ พลเอก ริชาร์ด ไมเออร์ (Gen.Richard Myer) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่ง SPACECOM กล่าวไว้ "ขีดความสามารถภายหลังยุคสงครามเย็นของเราได้ตีบตันลง" ถึงแม้ว่าขีดความสามารถเหล่านั้น ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในทุกวันนี้ และขณะที่กองบัญชาการอวกาศมีวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัด เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องดำเนินการในอวกาศ ซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ โดยชัดเจนอย่างเทียมเท่าเกี่ยวกับ "คำถามเกี่ยวกับทรัพยากร" ตามที่กองบัญชาการได้ระบุไว้อย่างสั้นๆ ในแผนระยะยาวว่า "เมื่อเราทำการจับคู่ความเป็นจริงของการพึ่งพิงทางอวกาศ ต่อทิศทางของทรัพยากร เราต้องพบกับปัญหา" แต่นอกเหนือจากปัญหา ของการขาดแคลนทรัพยากร ยังมีปัญหาในเชิงสถาบันโดยแท้จริง ความยุ่งยากบางประการในการรักษาไว้ ซึ่งความเป็นเลิศในอวกาศทางการทหารของสหรัฐเป็นผลจาก "หลุมดำ" (Black hole) ตามระบบราชการซึ่งป้องกันวิสัยทัศน์ SPACECOM จากการได้รับการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อดำเนินการให้ลุล่วง ประการหนึ่ง แผนงานด้านอวกาศทางการทหารของสหรัฐยังคงไว้ ซึ่งการเชื่อมโยงกับการขึ้น และลงของกิจการอวกาศแห่งชาติ (National Aeronautics) และการบริหารงานด้านอวกาศ บางทีแล้วเป็นอุปสรรคเดียวที่ใหญ่โตที่สุด ในการพัฒนาปรับปรุงขีดความสามารถทางอวกาศของสหรัฐโดยรวม อันเป็นผลส่วนหนึ่งจากความต้องการ และการครอบงำของโครงการ NASA มากว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่น่าสังเกตอย่างมาก คือ โครงการกระสวยอวกาศ ประการที่สอง ภายในระบบราชการด้านความมั่นคงแห่งชาติ การตัดสินใจลงทุนด้านอวกาศที่สำคัญได้ถูกกำหนด โดยสำนักงานการลาดตระเวนแห่งชาติ (National Reconnaissnce Office) และกองทัพอากาศ ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้พิจารณาปฏิบัติการทางทหาร ภายนอกชั้นบรรยากาศให้เป็นภารกิจลำดับแรก และยังไม่มีคำถาม ซึ่งในยุคสมัยของงบประมาณที่ต้องประหยัดว่า การลงทุนในขีดความสามารถควบคุมอวกาศ ได้รับความเสียหายจากการขาดการสนับสนุนในทางสถาบัน และถูกแทรกเบียดออกไป โดยโครงการที่มีความสำคัญอื่นขององค์กร ถึงแม้ว่าภายใต้การปฏิรูป โกลด์วอเตอร์-นิโคลล์ (Goldwater-Nichols) ช่วงกลางทศวรรษที่ 80 กองบัญชาการร่วม ซึ่ง SPACECOM นั้นรวมอยู่ด้วย มีเสียงที่สำคัญในการจัดทำโครงการ และการงบประมาณของเพนตากอน แต่ก็ยังคงเป็นชั้นรองจากองค์กร ที่มีอำนาจดั้งเดิมในแบบ "raise-and-train" ตามหน่วยงานที่แยกเฉพาะ ดังนั้น จากการหยุดนิ่งมากว่ายาวนาน จึงจำเป็นต้องรวมสาระสำคัญของวิสัยทัศน์ SPACECOM ในปัจจุบันเข้ากับการจัดสรรทรัพยากร และการจัดตั้งสถาบันที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในกิจการด้านการทหาร นอกจากนั้น เป็นที่เกือบจะแน่นอนว่า การดำเนินการรบในอวกาศภายนอก จะต่างอย่างมากกับการรบในอากาศแบบดั้งเดิม เมื่อการรบในอากาศมาจากการรบ ณ ภาคพื้นสมุทร หรือบนภาคพื้นดิน การรบในอวกาศต้องการ องค์กรยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการ หลักนิยมและแผนการฝึกฝนแบบใหม่ ด้วยเหตุนี้ ข้อถกเถียงในการแทนที่ กองบัญชาการอวกาศสหรัฐด้วย กองกำลังอวกาศสหรัฐ (U.S. space Forces) เป็นหน่วยงานแยกเฉพาะกิจภายใต้กระทรวงกลาโหม เป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธได้ในขณะเป็นที่รับรู้ได้ โดยจากเมือขีดความสามารถอวกาศ ทางการทหารพัฒนาขึ้น การเปลี่ยนผ่าน "เหล่าอวกาศ" ภายใต้กองทัพอากาศเป็นที่เข้าใจยอมรับได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะต้องได้รับการถือว่าเป็นขั้นกลาง (ของการเปลี่ยนผ่าน) ในเชิงเปรียบเทียบกับ ยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เหล่ากองกำลังทางอากาศ ไม่ใช่เหล่านาวิกโยธิน ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือ ถ้าหากการควบคุมอวกาศเป็นสาระสำคัญ สำหรับการรักษาไว้ซึ่งความเป็นเลิศทางการทหาร ของอเมริกาในทศวรรษที่จะมาถึงนี้ ในการนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องจัดองค์กรภายใน กระทรวงกลาโหมขึ้นใหม่ เพื่อทำให้แน่ใจได้ว่า โครงสร้างทางสถาบันจะสะท้อนความเป็นจริงด้านการทหารใหม่ๆ Cyberspace หรือ สงคราม Net (Net-War)ถ้าหากอวกาศภายนอกแสดงภาพ แทนถึงสื่อกลางที่ปรากฏออกมาในการรบ ในการนี้ "Cyberspace" และโดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต มีทั้งสิ่งที่เป็นความหวัง และสิ่งคุกคามในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และเช่นเดียวด้วยกันกับอวกาศ การเข้าสู่ระบบและการใช้ Cyberspace และอินเตอร์เน็ต เป็นสาระสำคัญที่ปรากฏขึ้นทั่วทั้งโลก ในทางการค้า การเมืองและอำนาจ ประเทศใดๆ ปรารถนาที่จะอ้างตนในฐานะระดับโลก จะต้องคำนึงถึงบริเวณที่สาธารณะของโลกใหม่นี้ด้วย อินเตอร์เน็ตยังได้แสดงบทบาทสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นในการรบ และความขัดแย้งทางการเมืองของมนุษย์อีกด้วย จากการใช้อินเตอร์เน็ตในระยะแรก โดยกลุ่มกบฎซาปาติสต้า (Zapatista) ในเม็กซิโก ถึงสงครามในโคโซโว (Kosovo) การสื่อสารโดยคอมพิวเตอร์ได้เพิ่มมิติใหม่ต่อการรบ ยิ่งกว่านั้นการใช้อินเตอร์เน็ต ในการแพร่ไวรัสคอมพิวเตอร ์ได้เผยให้เห็นว่าเป็นการสะดวกเพียงใด ในการทำลายการทำหน้าที่ปกติของเครือข่ายการค้า และกระทั่งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทหาร ประเทศใดก็ตามที่ไม่สามารถประกันการเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้ ของพลเมืองได้อย่างอิสระและปลอดภัย จะต้องสังเวยส่วนสำคัญของอธิปไตยและพลังอำนาจของตน ถึงแม้ว่าแนวความคิดมากมายเกี่ยวกับ "Cyber-War" สงครามไซเบอร์มีส่วนสำคัญของนิยายวิทยาศาสตร์ และบทบาทของกระทรวงกลาโหมในการจัดตั้ง "ควบคุม" หรือกระทั่งสิ่งที่เรียกว่า "ความปลอดภัยบนอินเตอร์เน็ต"หมายถึงการต้องการ ซึ่งการพิจารณาเกี่ยวกับเจ้าภาพตามกฎหมาย ประเด็นด้านศีลธรรมและการเมือง กระนั้นก็ตามจะยังคงเป็นไปในเชิงบังคับที่ต้องสามารถ ป้องกันมิให้ศัตรูของอเมริกา และพันธมิตรมีความสามารถในการทำลาย หรือทำให้ทั้งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทางทหาร หรือภาคธุรกิจใช้การไม่ได้ ในทางกลับกัน ขีดความสามารรถในเชิงรุก สามารถให้เครื่องมือที่หาค่ามิได้ แต่การทหารและผู้นำทางการเมืองของอเมริกา ในการทำให้พฤติกรรมที่เด็ดขาด ของปฏิปักษ์ไร้ความสามารถไป เมื่อพิจารณาไปด้วยกันแล้ว มโนภาพเกี่ยวกับสงครามอวกาศ หรือสงครามไซเบอร์แสดงภาพแทนถึงความคิด ในการแปลงเปลี่ยนทางการทหาร โดยธรรมชาติที่มีศักยภาพในเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่แน่นอนว่ารูปแบบของการรบในอนาคตนี้ ยังไม่พัฒนาในทางเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ แต่เป็นสิ่งที่ชัดเจนด้วยว่า เพื่อให้กองทัพสหรัฐยังคงไว้ ซึ่งความเป็นเลิศและหลีกเลี่ยงจากจุดอ่อน ในการใช้พลังอำนาจของตน สหรัฐจักต้องแน่ใจว่ารูปแบบการรบในอนาคตที่เต็มไปด้วยศักยภาพนี้ สามารถให้ประโยชน์แก่สหรัฐเช่นเดียวกับการรบในอากาศ ภาคพื้นดินและภาคพื้นสมุทรในปัจจุบันนี้ ที่สะท้อนการครอบงำในทางการทหารของสหรัฐ การแปลงเปลี่ยนกองกำลังตามแบบแผนของสหรัฐมีการเขียนถึงอย่างมากในหลายปีล่าสุด เกี่ยวกับความจำเป็นในการแปลงเปลี่ยน กองกำลังติดอาวุธตามแบบแผนของสหรัฐฯ เพื่อให้ได้เปรียบจาก "การปฏิวัติในกิจการด้านการแพทย์" กระบวนของการแปลงเปลี่ยนภายในกระทรวงกลาโหม ยังต้องถือผลลัพธ์ที่จริงจัง สองวิสัยทัศน์ ของการแปลงเปลี่ยนที่ประกาศออกมา โดยกองบัญชาการทหารร่วม (Joint Chief Of Staff) วิสัยทัศน์ร่วมปี 2010 และที่เพิ่งประกาศออกมาคือ ปี 2020 ได้ขยายข้อความ เกี่ยวกับหลักการและภารกิจในการแปลงเปลี่ยน แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากที่สามารถทำให้ได้มา ซึ่งระบบอาวุธใหม่ อันที่จริง ความคิดใหม่ที่เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่า "เรือคลังสรรพาวุธ" (arsenal ship) ซึ่งน่าจะช่วยเร่งรัดกระบวนการการแปลงเปลี่ยนได้อย่างแท้จริง ถูกต่อต้านคัดค้านและจบโครงการไปโดยเหล่าทัพ ไม่ทั้งหมดของกระบวนการในปัจจุบันของ "กองบัญชาการร่วม" (Joint Chief Of Staff) ที่ดูราวกับได้เร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เร็วขึ้น โดยสรุปรวม การแปลงเปลี่ยนกองกำลังติดอาวุธของสหรัฐ ที่มีขนาดมหึมาได้ถูกหน่วงไว้ จนกระทั่งกระบวนการของการแปลงเปลี่ยน ได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นภารกิจที่ยืนยาว และมีค่าสมควรแก่การจัดสรร อย่างคงที่ของเงินและกองกำลัง มันจะยังคงไม่อาจกำเนิดได้ต่อไป
มีเหตุผลที่ดีมากบางประการว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ในยุคสมัยของทรัพยากร เพื่อการป้องกันที่ไม่เพียงพอ จำเป็นอย่างยิ่งที่การสนับสนุนงบประมาณ หรือความพยายามใดๆ ณ การแปลงเปลี่ยน โดยความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงไม่มาก และเหมาะสมมากกว่าในขณะนั้น ดังนั้น ความพยายามในการข้องเกี่ยวกับความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งความผิดพลาดที่จะแปลงเปลี่ยนกองกำลังติดอาวุธของสหรัฐ ที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาได้คุกคามในการเพิ่มความเสี่ยง ซึ่งกองกำลังเหล่านั้นประสบในทุกวันนี้ นี่เป็นการตกอยู่ในภาวะเขาควาย (dilemma) ที่ไม่น่าพอใจ สำหรับความตึงเครียดในเชิงกำลังอำนาจ ต่อการประสบกับภาระสำหรับภารกิจปัจจุบัน กิจกรรมในวันนี้โน้มไปสู่ การขับเคลื่อนนวัตกรรมของวันพรุ่ง ประการที่สอง การขาดซึ่งคู่แข่งขันทางทหารที่ช่วยสนับสนุนต่อการรับรู้ในความยินดี เกี่ยวกับการขยายและดำรงอย่างสืบเนื่อง ของความมีอิทธิพลอำนาจทางการทหารของสหรัฐ ประการที่ 3 และบางทีเป็นสิ่งที่ควรขอกล่าวอย่างมากที่สุด กระบวนการการแปลงเปลี่ยนยังไม่ถูกเชื่อมต่อกับ ภารกิจทางยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต่อการรักษาให้คงไว้ ซึ่งอิทธิพลอำนาจทางทหารของสหรัฐ สิ่งนี้เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง สำหรับความกระตือรือล้นในการแปลงเปลี่ยน ใครจะเป็นผู้ที่พยากรณ์พัฒนาการทางเทคโนโลยีได้ดีกว่า การจัดวางให้พัฒนาการทางเทคโนโลยีเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้ กับความต้องการสำหรับความเป็นเลิศของอเมริกา ดังนั้นการพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ปัญหาต่อต้านการเข้าถึง" (anti-access problem) ข้อสังเกตการณ์ที่การแพร่กระจายขีดความสามารถ (ของอาวุธ) พิสัยไกล โจมตีอย่างแม่นยำ จะสร้างความยุ่งยากต่อวิถีดำเนินการของพลังอำนาจ และกองกำลังทางทหารของสหรัฐ ได้ดำเนินการโดยปราศจากการถกเถียงที่มากพอ เกี่ยวกับผลกระทบทางยุทธศาสตร์ บนความน่าเชื่อถือของสหรัฐและพันธมิตร การเพิ่มความไว้วางใจกับกองกำลัง และอาวุธที่มีฐานอยู่ในสหรัฐมากกว่า ปฏิบัติการจากฐานทัพในแนวหน้า อาจมีคำตอบมากมายต่อปัญหาต่อต้านการเข้าถึง แต่มีเพียงจำนวนน้อยที่จะโน้มนำไปสู่การรักษาให้คงไว้ได้ที่ดีกว่า ทำให้ความเป็นผู้นำทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐอ่อนจางลง ยิ่งกว่านั้นผู้สนับสนุนการแปลงเปลี่ยนโน้มนำ ไปที่การมุ่งจับจ้องต่อธรรมชาติของขีดความสามารถใหม่ ในเชิงปฏิวัติมากกว่า เพื่อบรรลุการแปลงเปลี่ยนที่จำเป็นได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้การประชุมการป้องกันแห่งชาติ (The National Defense Panel) ได้เรียกร้องให้มียุทธศาสตร์แห่งการแปลงเปลี่ยน โดยไม่มีการจัดตั้งยุทธศาสตร์เพื่อการแปลงเปลี่ยน มีการถกเถียงเล็กน้อย เกี่ยวกับการเปลี่ยนกำลังอำนาจในวันนี้ ไปสู่กำลังอำนาจของวันพรุ่งได้อย่างไร? ในขณะที่รักษาให้คงไว้ ซึ่งความเป็นเลิศทางทหารของสหรัฐไปพร้อมด้วยกัน ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าดำเนินการ กระบวนการเปลี่ยนผ่าน 2 ลำดับขั้นตอน อันเป็นวิธีซึ่งกองกำลังที่สืบทอดมาของทุกวันนี้ ได้ถูกปรับแต่งและทำให้เป็นสมัยใหม่ อย่างคัดสรรแล้วด้วย ระบบใหม่นี้สามารถจัดหามาใช้การได้ และการแปลงเปลี่ยนที่แท้จริง เมื่อผลลัพธ์ของการทดลองอย่างแข็งขันได้แนะนำอาวุธ แนวความคิดเกี่ยวกับปฏิบัติการ และองค์กรใหม่ อย่างถึงรากถึงโคนแก่หน่วยงานด้านอาวุธ กระบวนการสองขั้นตอนนี้คล้ายกับว่าต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ ถึงแม้ว่าขนาดที่ชัดเจนและทิศทาง ของการแปลงเปลี่ยนกองกำลังติดอาวุธของสหรัฐ ยังคงเป็นเรื่องสำหรับ การทดลองอย่างแข็งขันและการวิเคราะห์ (และจะได้รับการถกเถียงในรายละเอียดมากขึ้น ในหัวข้อหน่วยงานด้านอาวุธ) เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในการพยากรณ์ คุณลักษณะทั่วไปของการปฏิวัติในปัจจุบันในกิจการการทหาร กล่าวอย่างกว้างๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ได้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ มากมายของขีดความสามารถดังนี้
คุณลักษณะเหล่านี้จะถูกผสมผสานในทางต่างๆ นานา เพื่อการผลิตขีดความสามารถทางทหารใหม่ๆ แบบชั้นใหม่ของเครื่องตรวจจับ (Sensors) ในทางการค้าและการทหาร บนภาคพื้นดินและใต้ภาคพื้นสมุทร ในอากาศและในอวกาศ จะถูกเชื่อมต่อด้วยกันในเครือข่ายที่หนาแน่นที่สามารถกำหนด โครงรูปและการกำหนดโครงรูปขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว เพื่อเอื้ออำนวยให้กองบัญชาการในอนาคต ด้วยความเข้าใจอย่างไม่มีสิ่งใดทัดเทียม ได้เกี่ยวกับสนามรบ เครือข่ายการสื่อสารจะเป็นไปอย่างเทียมเท่า ถ้าไม่มีอยู่ทั่วทุกที่และหนาแน่นอย่างมากพอ ที่สามารถนำข้อมูลสนเทศจำนวนมากมายมหาศาลได้อย่างปลอดภัย ในการจัดหาภาพธรรมดาของสนามรบให้กับหน่วยรบ ที่กระจัดกระจายและหลากหลาย ในทางกลับกันเทคนิคการซ่อนเร้นจะถูก นำมาปรับใช้อย่างกว้างขวางขึ้น ในการสร้าง "หลบซ่อน-ค้นหา" เกมส์แมวกับหนู ระหว่างกองกำลังทหารที่รู้ทันกัน การแพร่กระจายของขีปนาวุธและจรวดร่อน (criuse missile) และพาหนะบินไร้การควบคุมโดยมนุษย์ (unmanned aerial vehicals (UAV's) จะทำให้ง่ายขึ้นมากในการกำหนดแผนพลังอำนาจทางทหารทั่วโลก อาวุธยุทโธปกรณ์จะกลายมามีความแม่นยำเพิ่มขึ้น ในขณะที่วิธีการใหม่ในการโจมตีด้วยอีเล็กโทรนิกส์ "ไม่มีการเสียชีวิต" ("non-lethal") และอาวุธชีวภาพ จะปรากฎนำมาใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ต้นทุนที่ต่ำและใช้งานได้ยาวนานของ UAV's และแม้แต่ "จรวดในกล่อง" (missile in a box) ที่ไม่มีใครสนใจ จะไม่ยินยอมเพียง เพื่อการกำหนดด้านพลังอำนาจพิสัยไกลเท่านั้น แต่จะเพื่อการกำหนดแผนพลังอำนาจที่ยั่งยืน (sustained) เทคโนโลยีการจำลองแบบ (Simulation technologies) จะทำให้การฝึกและการวางแผนตามภารกิจทางทหารดีขึ้นอย่างมาก ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ สำหรับกระบวนการของการแปลงเปลี่ยน ที่จะคลี่คลายออกมา
โดยทันต่อเวลา ศิลปะการรบบนอากาศ พื้นดิน และทะเล จะแตกต่างอย่างมากมายกว่า
ที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ และการประจัญบาน (combat) ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในมิติใหม่ในอวกาศ
"ไซเบอร์สเปซ" และบางทีในโลกแห่งจุลชีวัน การรบในอากาศ อาจไม่มีการต่อสู้โดยเครื่องบินขับไล่ที่มีนักบินบังคับ
ในการกวาดเครื่องบินขับไล่ฝ่ายตรงข้ามไปจากท้องฟ้า อีกต่อไป แต่ระบอบที่ถูกอิทธิพลครอบงำ
โดยเครื่องบินรบที่ใช้คนควบคุม โดยสามารถหลบซ่อน และทำการได้ไกลบนภาคพื้นดิน
การปะทะของกองกำลังติดอาวุธด้วยอาวุธ ที่ผสมผสานและมีน้ำหนักมาก อาจถูกแทนที่โดยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
ของกองกำลังที่มีขนาดเล็ก ซ่อนเร้น และใช้ข้อมูลสนเทศอย่างเข้มข้น ซึ่งจะเพิ่มขึ้นโดยกองทัพหุ่นยนต์
บางตัวก็มีขนาดต่อการพกพาในกระเป๋าของทหาร การควบคุมภาคพื้นสมุทรสามารถกำหนดตัดสินได
้โดยไม่ใช่กองเรือประจัญบานบนผิวน้ำ และเรือบรรทุกเครื่องบิน แต่จากระบบฐานภาคพื้นดินและอวกาศ
บังคับให้ทหารเรือในการเล็ดลอดหลบหลีก (manneuer) และต่อสู้ใต้ผิวน้ำ อวกาศโดยตัวมันเอง
จะกลายมาเป็นวงเขตของสงคราม เมื่อชาติต่างๆ ได้เข้าถึงขีดความสามารถทางอวกาศ
และเชื่อมั่นในสิ่งเหล่านั้น ยิ่งกว่านั้น ข้อแตกต่างระหว่าง ระบบอวกาศทางทหารและเชิงพาณิชย์
และการรบพุ่งและไม่มีการรบพุ่ง จะกลายพร่าเลือน ระบบข้อมูลสารสนเทศจะกลายมาเป็นจุดสำคัญของการโจมตี
โดยเฉพาะสำหรับศัตรูของสหรัฐในการค้นหา เพื่อทำให้เกิดการลัดวงจรต่อ กองกำลังสหรัฐซึ่งสามารถรู้ทัน
และรูปแบบที่ก้าวหน้าของสงครามชีวภาพ ที่สามารถกำหนดเป้าลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตได้
Specific Genotypes ซึ่งอาจแปลงเปลี่ยนสงครามชีวภาพ จากอาณาจักรของการก่อการร้ายสู่เครื่องมือ
อันเปี่ยมประโยชน์ในเชิงการเมือง หน่วยงานเฉพาะจำต้องการได้รับการกำหนด ให้เป็นหน่วยราชการที่ใหญ่โตมากขึ้น และมีสถานะจัดตั้งตามกฎหมาย ถ้าหากต้องการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ ถึงแม้ว่าการถกเถียงอย่างเต็มที่ในประเด็นนี้อยู่ นอกขอบเขตของการศึกษานี้ ความสำคัญที่ถูกลดทอนลงของรัฐมนตรี ที่เป็นพลเรือนของกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานกองบัญชาการร่วม (บก.สส.) นั้น ไม่เหมาะสมอย่างเพิ่มขึ้นต่อความต้องการ ของภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรวมศูนย์อำนาจภายใต้ สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และประธานแห่งกองบัญชาการผู้นำร่วม และกองบัญชาการร่วม และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของผู้บัญชาการเหล่าทัพ (Commanders-in-chief) เป็นผลผลิตของยุคสมัยสงครามเย็น การปฏิรูปกลาโหมและโดยเฉพาะ พระราชบัญญัติ โกลด์วอเตอร์-นิโคล ปี 1986 (Glowater-Nichols Act of 1986) ได้สร้างกระบวนการตัดสินใจ เกี่ยวกับการป้องกันที่มักจะยกให้สถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันทันทีและเฉพาะหน้า ให้อยู่เหนือกว่าความจำเป็นระยะยาว ในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอนและการแปลงเปลี่ยน เป็นความสำคัญอย่างมาก ในการอุปถัมภ์ค้ำจุนความคิดในเชิงแข่งขัน เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับภารกิจที่ยืนนานได้อย่างไร สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยอ่อนอย่างเป็นพิเศษต่อกระบวนการแปลงเปลี่ยน
ซึ่งได้กลายมาติดเชื้อด้วยวิธีการ "การแบ่งส่วนโดยสารบัญที่ต่ำสุด"
(Lowest common denominator) " "การร่วมกัน" (Jointness)
ยังคงเป็นมิติที่สำคัญของพลังอำนาจทางทหารสหรัฐ และจะเป็นเรื่องจำเป็นต่อการพิจารณาบทบาทร่วมของอาวุธ
แนวความคิดของการปฏิบัติการ และองค์กรที่ถูกสร้างขึ้น ผ่านกระบวนการของการแปลงเปลี่ยน
ขีดความสามารถสำหรับปฏิบัติการร่วมที่ปราศจากตะเข็บ (รอยต่อ) และเด็ดขาด
เป็นรูปการของการรบที่มีความสำคัญ ยังไม่เพียงเท่านี้ กระบวนการของการแปลงเปลี่ยนจะถูกนำมาใช้ได้อย่างดีขึ้น
โดยการอุปถัมภ์ค้ำจุนจิตวิญญาณของหน่วยงาน โดยมีการแข่งขันและการทดลอง ณ
ขั้นตอนเริ่มต้นนี้ของการแปลงเปลี่ยน เป็นสิ่งที่ไม่แจ่มชัดว่าเทคโนโลยีใดจะพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด
เป็นการดีกว่าในการนำมาทดลองใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่มีลักษณะแข่งกันอยู่ ถึงแม้ว่าบางสิ่งอาจพิสูจน์ได้ว่ามีลักษณะปลายปิด
(dead-ends) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ การจัดตั้งหน่วยงานและอำนาจพิเศษ จะต้องถูกเพิ่มความแข็งแกร่งในการฟื้นฟูสมดุลย์ที่ดีขึ้น
ภายในกระทรวงกลาโหม ขั้นแรกที่สำคัญยิ่ง คือ การสร้างสำนักงานเลขาธิการ (รัฐมนตรี)
ขึ้นใหม่ ให้สามารถดึงดูดคนที่มีพรสวรรค์สูง ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจในทางการเมือง
จากคณะบริหารที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ให้อยู่ ขั้นที่สองที่คู่ขนานกันไป คือ
การทำให้คณะเจ้าหน้าที่ทำงานมีความรู้สึกสดชื่น และคัดสรรหัวหน้าหน่วยงานที่เต็มไปด้วยพลังในการทำงาน
ณ เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเป็นเลิศทางทหารของอเมริกัน จะต้องเป็นการดำเนินการสืบเนื่อง
ผ่านการแข่งขันอย่างแข็งขันสำหรับภารกิจ และทรัพยากรมากกว่าผ่านระบบราชการ
และแนวความคิด "การร่วมกัน" ซึ่งถูกนิยามขึ้นในห้วง ณ ภาวะขั้นสูงของยุคสงครามเย็น |
|