|
|
www.thaiindy.org | |
Rebuilding America's Defenses5. สร้างกำลังรบหลักของวันพรุ่งหน้าที่ 1 จาก 4
|
||
|
Rebuilding
American Defense
|
เพื่อรักษาความเป็นเลิศทางทหารของอเมริกา ในทศวรรษที่จะมาถึง กระทรวงกลาโหมจักต้องเคลื่อนไหวอย่างกร้าวแกร่งให้มากขึ้นในการทดลอง ด้วยเทคโนโลยีใหม่และแนวคิดเชิงปฏิบัติการ และต้องแสวงหาประโยชน์จากการปฏิวัติที่ปรากฏออกมาแล้ว ในกิจการด้านการทหาร โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่กำลังเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่น และสำคัญมากขึ้นของระบบการทหารสมัยใหม่ เทคโนโลยีสารสนเทศนี้กำลังบังเกิดผลเชิงปรับเปลี่ยน ในกิจการด้านการทหาร เช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในโลกที่กว้างใหญ่ ผลของการแปลงเปลี่ยน(Transformation) ด้านการทหารนี้จะมีนัยที่ลึกซึ้ง สำหรับสงครามที่จะต่อสู้กันอย่างไร อาวุธชนิดใดจะเป็นเลิศเหนือในสนามรบ และโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาติใดจะได้ประโยชน์จากความเป็นเลิศด้านการทหาร สหรัฐอเมริกานั้นได้รับประโยชน์ในทุกช่องทาง ของการนำการแปลงเปลี่ยนนี้ อันที่จริงมันเป็นการปรับปรุงให้ดีขึ้น ในขีดความสามารถที่ได้มาในห้วงระหว่างการเตรียมพร้อม ด้านกลาโหมของอเมริกาในทศวรรษ 1980 ซึ่งได้กล่าวเป็นนัยและต่อมาก็ได้ยืนยันว่า ห้วงระหว่างปฏิบัติการพายุทะเลทรายนั้น การปฏิวัติในกิจการด้านการทหารพร้อมอยู่ในมือแล้ว ในเวลาเดียวกัน กระบวนการการปรับเปลี่ยนด้านการทหารจะนำเสนอโอกาส สำหรับปฏิปักษ์ของอเมริกาที่จะพัฒนาขีดความสามารถใหม่ ซึ่งในทางกลับกันจะก่อให้เกิดการท้าทายใหม่ต่อความเป็นเลิศด้านการทหารของสหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น เพนตากอน (Pentagon) ซึ่งถูกบังคับด้วยงบประมาณที่จำกัด และภารกิจที่ถูกกระแสกดดัน ได้แลเห็นเงินทุนสำหรับการทำการทดลอง และการแปลงเปลี่ยนหมดลงไปในหลายปีล่าสุด การใช้จ่ายการวิจัยและการพัฒนา ด้านการทหารได้ถูกปรับลดอย่างมาก มากว่าทศวรรษที่ผ่านมา อันที่จริงห้วงกลางทศวรรษ 1980 เมื่อกระทรวงกลาโหมได้อยู่ใน ท่ามกลางการสะสมกำลังของรีแกน ซึ่งเป็นความพยายามที่จะขยายกำลังที่ควรอยู่ และระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ตามแบบแผนเป็นลำดับแรก การใช้จ่ายด้านการวิจัยคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวมของเพนตากอน โดยแตกต่างกัน การวิจัยและพัฒนาในทุกวันนี้รวมแล้วเป็นเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้จ่ายด้านกลาโหม และกระทั่งการปรับลดโดยรวมนี้ ลำดับแรกแล้วจะใช้ เพื่อการปรับปรุงยกระดับอาวุธที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยปราศจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในด้าน การวิจัยและพัฒนาพื้นฐาน สหรัฐอเมริกาจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก RMA และคงรักษาไว้ซึ่งการนำในทางเทคโนโลยีบนสนามรบในอนาคต ความพยายามอย่างจริงจังใดๆ ต่อการแปลงเปลี่ยนจักต้องปรากฏขึ้น ภายในกรอบที่ใหญ่กว่าของยุทธศาสตร์ ด้านความมั่นคงแห่งชาติ ภารกิจทางทหารและงบประมาณ ของกลาโหมสหรัฐไม่สามารถประกาศ "การหยุดนิ่งทางยุทธศาสตร์" ได้โดยง่ายในขณะที่ทำการทดลอง ด้วยเทคโนโลยีใหม่และแนวคิดเชิงปฏิบัติการ ทั้งไม่สามารถเลือกดำเนินตามยุทธศาสตร์การแปลงเปลี่ยน ซึ่งจะแยกคู่ผลประโยชน์ของอเมริกาและพันธมิตร ยุทธศาสตร์การแปลงเปลี่ยนที่ดำเนินตาม ขีดความสามารถเพียงอย่างเดียว สำหรับกำลังอำนาจที่ออกมาจากสหรัฐ เป็นตัวอย่างซึ่งโดยได้สละ ซึ่งการตั้งฐานทัพในแนวหน้าและการปรากฎตัว จะเป็นปฏิปักษ์กับเป้าหมายทางนโยบาย ของอเมริกาอย่างกว้างขวางกว่า และก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อพันธมิตรของอเมริกา ยิ่งกว่านั้น กระบวนการของการแปลงเปลี่ยน ถ้านำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติเท่านั้น มีทีท่าว่าจะเป็นการใช้เวลาที่ยาวนาน โดยขาดหายไปซึ่งมหันตภัย และเหตุการณ์กระตุ้น เช่น การเกิดเพิร์ลฮาเบอร์(pearl habour)ครั้งใหม่ การเมืองภายในและนโยบายอุตสาหกรรม จะกำหนดขนาดย่างก้าวและความต้องการของภารกิจปัจจุบัน การตัดสินใจแขวนลอยหรือสิ้นสุด การผลิต การขนส่งทางอากาศตามที่ได้รับการแนะนำ โดยรายงานนี้และตามที่ได้ถูกตัดสิน โดยทิศทางที่แจ่มชัดของเทคโนโลยีทางทหาร จะเป็นสาเหตุของความวุ่นวายขนานใหญ่ เช่นเดียวกัน ระบบที่กำลังเข้าไปสู่การผลิตในทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น เครื่องบินรบ F 22 จะเป็นประดิษฐกรรมสำหรับทศวรรษที่จะมาถึง การจัดการอย่างชาญฉลาดของกระบวนการนี้ จะประกอบขึ้นในมาตรวัดขนาดใหญ่ของความเข้าใจต่อ จังหวะช่วงตอนที่ถูกต้องในการหยุดการผลิต อาวุธยุทโธปกรณ์อย่างกระบวนทรรศน์ในกระแสปัจจุบัน และเคลื่อนไปสู่การออกแบบขึ้นใหม่อย่างถึงรากถึงโคน ค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับบางโครงการสามารถทำให้ กลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง ต่อกระบวนการของการแปลงเปลี่ยนที่ใหญ่กว่า โครงการการรบโจมตีร่วม (The Joint Strike Fighter program) โดยที่มีงบประมาณรวมประมาณ 200 พันล้าน ดูเหมือนว่าจะเป็นการลงทุนที่ไม่ฉลาดนัก ดังนั้น รายงานนี้สนับสนุนกระบวนการตาม สองลำดับขึ้นของการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านและการแปลงเปลี่ยน ตลอดทศวรรษที่กำลังมาถึง โดยทั่วไป เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นเลิศด้านการทหารของอเมริกา ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของยุทธศาสตร์การเป็นผู้นำของโลกของสหรัฐกำลังอาวุธของสหรัฐในอนาคต จักต้องเผชิญกับภารกิจใหม่ 3 ประการ
อาวุธจรวดป้องกัน (Missile)นับตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี 1991 เมื่อจรวดสกั๊ดของอิรักได้ถล่มใส่โรงพัสดุของซาอุดีอารเบีย ซึ่งมีทหารอเมริกันกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ภายใน เป็นสาเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสูญเสียจำนวนมากในสงคราม เมื่อพลเรือนอิสราเอลและซาอุดีอารเบีย ต้องสวมหน้ากากป้องกันแก๊สพิษ ในความน่าสะพรึงกลัวจากการโจมตีโดยสกั๊ด และเมื่อการตามล่าสกั๊ด (Scud Hunt) ครั้งใหญ่ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นเกมพลิกแพลง ซึ่งดูดซับสัดส่วนของเครื่องบินรบของสหรัฐจำนวนมาก คุณค่าของขีปนาวุธเป็นที่แจ่มแจ้ง สำหรับปฏิบัติการของสหรัฐ เมื่อจรวดของบรรดาปฏิปักษ์เหล่านั้น ได้ถูกติดตั้งด้วยหัวรบนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ หรืออาวุธเคมี กระทั่งมหาอำนาจในภูมิภาคที่ไม่เข้มแข็งนัก ก็สามารถที่จะมีสิ่งที่ใช้ยับยั้งที่น่าเชื่อถือได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงดุลย์ แห่งกำลังอำนาจตามแบบแผนนั้น เป็นเหตุผลว่าทำไม ตามรายงานของ CIA ระบอบปกครอง ซึ่งเป็นศัตรูต่ออเมริกาอย่างลึกซึ้งจำนวนหนึ่ง อันได้แก่ เกาหลีเหนือ อิรัก อิหร่าน ลิเบียและซีเรีย ได้ครอบครองหรือกำลังพัฒนาขีปนาวุธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสามารถที่จะคุกคามพันธมิตร และกองกำลังของสหรัฐในต่างแดนได้ และเกาหลีเหนือ กำลังใกล้จะสามารถใช้จรวดโจมตีแผ่นดินอเมริกาได้ ขีดความสามารถดังกล่าว เป็นสิ่งท้าทายอันคับขันต่อสันติภาพ และอำนาจทางทหาร ที่ปกปักษ์รักษาสันติภาพของอเมริกา ความสามารถที่จะควบคุมภัยคุกคามที่ปรากฎขึ้นนี้ โดยสนธิสัญญาการห้ามเผยแพร่อาวุธตามแบบแผนได้ถูกจำกัด เมื่อภูมิรัฐศาสตร์และความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของอาวุธดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์แจ้ง และเป็นที่ได้ครอบครองแล้ว คณะบริหาร คลินตัน โดยวิธีการทางการทูต ได้ขู่เข็ญและอ้อนวอนขอร้อง โดยทำอะไรไม่ได้เลยที่จะป้องกัน มิให้อินเดีย และต่อมาคือปากีสถาน ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นทางการ เช่น การควบคุมเทคโนโลยีจรวด 1987 ได้ถูกใช้อย่างมากเพื่อสกัดกั้นการเผยแพร่ แม้กระทั่ง ยามเมื่อได้รับการหนุนจากการคว่ำบาตรโดยสหรัฐ ในการวิเคราะห์ขั้นท้ายสุด คณะบริหารเลือกที่จะถือให้นโยบายห้ามการเผยแพร่อาวุธ เป็นขั้นรองต่อเป้าหมายทางภูมิภาค และประเทศที่เฉพาะเจาะจง ด้วยเหตุนี้ในเดือนมิถุนายน 1998 ประธานาธิบดีคลินตัน ต้องเจ็บแค้นใจจากการที่เขาพบว่า กฎหมายการคว่ำบาตรนั้นไม่ยืดหยุ่น ซึ่งเขาถูกบังคับให้ต้องหาหลักฐานทางข่าวกรอง กรณีการที่จีนส่งขีปนาวุธให้กับปากีสถาน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดตามกฎหมายในการคว่ำบาตรต่อปักกิ่ง ณ เวลาเดียวกัน การยึดมั่นต่อสนธิสัญญา Anti-Ballistic Missile (ABM) ปี 1972 ที่มีกับสหภาพโซเวียต โดยคณะรัฐบาลคลินตัน ได้ทำลายการพัฒนาขีปนาวุธป้องกันที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ได้สะท้อนในการตัดงบประมาณและแผนงานที่ได้วางไว้ การใช้จ่ายด้านอาวุธจรวดป้องกัน สำหรับปลายทศวรรษ 1990 มีมากมากกว่าครึ่งหนึ่ง การยุติแผนงานด้านเครื่องมือขัดขวางศัตรูที่มีฐานในอวกาศ การตัดกองทุนสำหรับระบบอาวุธจรวดป้องกันแห่งชาติ ร้อยละ 80 เปอร์เซ็นต์ และวงเขตการป้องกัน 30 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งกว่านั้น คณะรัฐบาลได้ตัดทอนการให้ทุนสนับสนุนแก่ โครงการของเอกบุคคลที่ต้องการการสนับสนุน ในห้วงจังหวะหัวเลี้ยงหัวต่อสำคัญ มีเพียงแค่การปรับปรุงยกระดับระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น จรวดแพตทริออต ซึ่งได้ดำเนินการตามแนวทางโดยทั่วไป แต่เดิมนั้นถูกออกแบบโดยหลักแล้ว เพื่อการป้องกันทางอวกาศต่อเครื่องบินรบ ไม่ใช่อาวุธจรวดเพื่อการป้องกัน ความเสียหายทั้งหมดอย่างมากสุด คือ การตัดสินใจในปี 1993 ในการสิ้นสุดโครงการ " Brilliant Pebbles" โครงการนี้เป็นสิ่งตกทอดมาจากโครงการ Star Wars ในยุคสมัยเรแกน ซึ่งถึงจุดที่เติบโตเต็มที่โดยกำลังเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเครื่องขัดขวางที่มีฐานในอวกาศที่มีขีดความสามารถในการทำลายขีปนาวุธ ในระยะเริ่มต้นหรือระยะกลางของพิกัดทำการของขีปนาวุธนั้น อันเหมาะสมกว่าความพยายามยิงอาวุธติดหัวรบหนึ่งเดียว โดยล้อมรอบด้วยกลุ่มอาวุธ..ในแนววิถีสุดท้ายที่มุ่งตรงไปยังเป้าหมาย แต่ว่าเนื่องจากระบบฐานในอวกาศจะเป็นการละเมิดสนธิสัญญา ABM คณะรัฐบาลจึงได้ยกเลิก โครงการ "Brilliant Pebbles" โดยเลือกดำเนินการแทนที่ด้วยเครื่องขัดขวางที่มีฐานบนพื้นดินและระบบเรดาร์ สิ่งซึ่งจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยปราศจากการมีประสิทธิภาพเฉพาะพิเศษ ระหว่างที่มีข้อโต้เถียงขึ้นสำหรับเครื่องขัดขวางที่มีฐานบนภาคพื้นดิน เป็นปฐมมูลในการออกแบบการป้องกันโดยจรวด ซึ่งสมควรถูกจัดเป็นลำดับสำคัญขั้นต่ำสุดมากกว่าที่จะเป็นขั้นแรกสุด ปฐมมูลลำดับแรกในเครือข่ายการป้องกันโลกโดยจรวด สมควรที่จะเป็นกลุ่มดาวเทียมจารกรรม ด้วยมีความสามารถในการตรวจจับขีปนาวุธของศัตรูในทันทีทันใดที่ถูกปล่อยออกมา แต่ละครั้งจรวดจะถูกนำร่องและกำหนดเป้าหมาย ข้อมูลนี้จำเป็นต้องได้รับการเผยแพร่ในทันที ผ่านระบบบัญชาการ และควบคุมซึ่งแผ่กว้างครอบคลุมทั่วทั้งโลก รวมถึงการเชื่อมโดยตรงกับเครื่องขัดขวาง เพื่อนำเสนอปัญหาพิเศษของพิกัดขอบเขตของขีปนาวุธ ระดับวงเขตของการป้องกันควรที่จะได้รับการจัดช่วงชั้น (Layer) อีกด้วย นอกเหนือจากระบบฐานในอวกาศแล้ว ระบบวงเขตเหล่านี้ควรที่จะรวมทั้งเครื่องขีดขวาง ที่มีฐานบนภาคพื้นดินและทะเล เพื่อยินยอมให้สำหรับการเคลื่อนขบวนทัพ ไปสู่จุดที่เป็นปัญหายุ่งยาก เพื่อเสริมระบบวงเขตให้มีความพร้อมในที่นั้น หรือปิดช่องว่างที่ไม่มีการป้องกันอยู่ นอกจากนี้แล้ว ควรเป็นการครอบคลุมวงเขตที่แผ่กว้างสองขั้น ในการเตรียมการจัดหา จุดป้องกันที่ติดกันของเป้าหมาย และกองกำลังที่มีคุณค่าเช่นเดียวกับระดับที่สูงขึ้น โครงการในปัจจุบันควรสามารถจัดหาพิกัดน้ำหนักของวัตถุที่จำเป็น สำหรับแนวทางตามช่วงชั้นต่อการป้องกันตามวงเขตจรวด ถึงแม้ว่าการให้ทุนสำหรับแต่ละส่วนนั้นเป็นที่เพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับชั้นขั้นสูง ความพยายามของฐานในทะเล ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น โครงการวงเขตระดับกว้างของกองทัพเรือ จุดป้องกันได้รับการจัดหา โดยการใช้อาวุธจรวดแพทริออต ขีดความสามารถก้าวหน้าระดับ 3 (the Patriot Advanced Capability Level 3) หรือ PAC-3 อันเป็นรุ่นของจรวดแพทริออตป้องกันทางอากาศ และโดยระบบป้องกันพื้นที่ของกองทัพเรือ เช่นเดียวกับการปรับยกระดับของจรวดป้องกันทางอากาศ ตามมาตรฐานในปัจจุบันและระบบโล่เรดาร์ ทั้งสองระบบใกล้ที่จะถูกใช้ปฏิบัติการแล้ว การป้องกันในชั้นขั้นต่ำกว่านี้ ถึงแม้ว่าจะสามารถจัดหาการป้องกันต่อต้านสกั๊ดธรรมดา และสกั๊ดที่พัฒนาจนแตกต่างออกไปที่มีอยู่ในคลังแสงอาวุธ ของปฏิปักษ์ของสหรัฐส่วนมากในทุกวันนี้ แต่ก็มีประสิทธิภาพน้อยในการต่อต้านอาวุธจรวด ที่มีพิกัดที่ทำการไกลกว่าและมีความเร็วสูงกว่า ซึ่งในหลายๆ รัฐกำลังพัฒนาขึ้น ยิ่งกว่านั้น มันจะมีประสิทธิภาพน้อยในการต่อต้านอาวุธจรวด ที่มีหัวรบที่ซับซ้อนมากกว่า หรือหัวรบที่สามารถแตกกระจายออก ดังเช่น จรวดสกั๊ดที่ได้รับการปรับแต่งในห้วงสงครามอ่าว (Gulf War) และในที่สุดจุดป้องกันกระทั่ง เมื่อสามารถขัดขวางป้องกันอาวุธจรวดที่ถูกยิงเข้ามา ได้อย่างประสบผลสำเร็จ แต่อาจไม่สามารถตอบโต้ ต่อผลกระทบจากอาวุธทำลายล้างมหาศาล (Weapons of mass destruction) ด้วยเหตุนี้ ความต้องการชั้นป้องกันที่สูงกว่า (upper-tier) และการป้องกันตามวงเขตระดับกว้าง ดังเช่น ของกองทัพบก คือ การป้องกันวงเขต (Theater High Altitude Area Defense-THAAD) และระบบวงเขตระดับกว้างของกองทัพเรือ หรือถึงแม้ว่าเครื่องยิงจะมีลักษณะเหมือนกับจรวด Patriot THAAD นั้นเป็นระบบใหม่ทั้งหมดที่ถูกออกแบบ เพื่อขัดขวางขีปนาวุธพิสัยกลาง ในระยะตั้งแต่เริ่มถูกยิงออกมา ในสิ่งที่เรียกกันว่า แนววิถีระยะกลาง (mid-course) ระบบวงเขตระดับกว้างของกองทัพเรือนั้น ขึ้นอยู่กับระบบโล่เรดาร์ (Aegis System) ด้วยมีเรดาร์ที่ได้รับการปรับระดับ และอาวุธจรวดที่มีความเร็วสูงกว่า ถึงแม้ว่าจะถูกทำให้ช้าลงโดยเจตนา เพื่อตอบรับกับความกังวลของฝ่ายบริหาร ในเรื่องของการละเมิดสนธิสัญญา ABM ตามรุ่นของจรวดตามมาตรฐาน ระบบ THAAD ได้รับความสำเร็จจากการทดลองครั้งล่าสุด แต่ว่าการพัฒนาระบบวงเขตระดับกว้าง ของกองทัพเรือประสบกับอุปสรรคจากการขาดงบประมาณ โดยคล้ายคลึงกัน ส่วนประกอบในระดับที่ 5 ของเครือข่ายวงเขตระดับกว้างเพื่อการป้องกันขีปนาวุธ ในโครงการยุทธขนส่งเลเซอร์ของกองทัพอากาศ ได้รับความเสียหายจากงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ตามระบบนี้ ซึ่งจะติดตั้งอาวุธเลเซอร์พลังงานสูงในเครื่องบิน 747 ได้ถูกออกแบบเพื่อป้องกันขัดขวางวงเขตของขีปนาวุธในระยะเริ่มแรกที่ถูกยิงออกมา หรือในระยะที่เพิ่มกำลังขึ้น (Boost phase) เมื่ออาวุธจรวดอยู่ในจุดที่ไม่มั่นคงอย่างมาก เพื่อเพิ่มขีดประสิทธิภาพ Interceptors ของระดับวงเขตเหล่านี้ ควรได้รับข้อมูลเป้าหมาย โดยตรงอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มดาวเทียมที่โคจรอยู่ทั่วทั้งโลก ซึ่งมีระบบตรวจจับอินฟราเรดที่สามารถติดตาม ตรวจจับ การปล่อยขีปนาวุธ เมื่อได้ปรากฏขึ้นของระบบฐานอวกาศอินฟราเรด เพื่อตรวจจับในระดับชั้นโคจรโกล้ผิวโลก (Space-Based Infrared System (SBIRS Low) ปัจจุบันอยู่ภายใต้การพัฒนาโดยกองทัพอากาศ จะสามารถจัดหาการสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องของขีปนาวุธในขั้นเพิ่มกำลัง แนวระยะกึ่งกลางและขั้นการโจมตีใหม่ เรดาร์นำร่องอาวุธจรวดในปัจจุบัน สามารถจับภาพวัตถุได้เพียงเหนือเส้นขอบฟ้า และจะต้องติดตั้งในเขตแดนที่เป็นมิตร ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพเพียง ในระยะหลังจากการปล่อยขีปนาวุธออกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม SBIRS Low สามารถจับภาพจรวดของศัตรู ในระยะเริ่มของแนววิถีโคจร การเพิ่มเวลาสำหรับการขัดขวาง (Interception) และทวีคูณต่อประสิทธิภาพของ Interceptors พิกัดวงเขต (Theater-Range) โดยการจัดลำดับในระบบเรดาร์ด้วยข้อมูลเป้าหมาย มันจะจัดหาข้อมูลจุดปล่อยได้อย่างแม่นยำอีกด้วย และอันจะทำให้อาวุธในระบบวงเขตมีโอกาสที่ดีขึ้น เพื่อทำลายเครื่องปล่อยขีปนาวุธ (Launchean) ของศัตรูก่อนที่อาวุธจรวดจะถูกยิงออกมา ยังมีโครงการ SBIRS ในระดับที่สูงกว่า แต่โครงการ SBIRS ทั้งสองระดับได้รับความเจ็บปวด จากการตัดงบประมาณ ซึ่งได้ถ่วงรั้งการนำมาใช้ประจำการกว่า ๒ ปี ทว่าเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ดาวเทียมควรที่จะเชื่อมโยงกับเครือข่ายทั่วโลกของเครื่องขัดขวางบนฐานภาคพื้นดิน (หรือเลเซอร์ที่ตั้งบนฐานภาคพื้นดิน) โดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการผิดทางที่จะคิดว่าแต่ละระบบนั้น เป็นระบบการป้องกันอาวุธจรวด "แห่งชาติ" โดยที่จะเป็นส่วนสำคัญยิ่งยวดในการป้องกัน ในวงเขตการป้องกัน พันธมิตรหรือกองกำลังที่เคลื่อนพล ในต่างแดนของสหรัฐ จากอาวุธที่มีวงเขตพิกัดทำการไกล นี่คือเหตุผลว่าทำไม การออกแบบระบบป้องกันอาวุธจรวดของคณะบริหารบุช ซึ่งเกือบที่จะเหมือนกัน กับระบบเครือข่าย ที่ได้อธิบายแล้วข้างต้น ได้ถูกเรียกว่า การป้องกันขอบเขตทั่วโลก ต่อต้านการโจมตีแบบจำกัด (Global Protection Against Limited Strikes : GPALS) ในทางตรงกัน แผนของคณะบริหารคลินตัน เพื่อพัฒนาการป้องกันอาวุธจรวดแห่งชาติแบบจำกัด อยู่บนฐานของอาวุธจรวดมินิตแมน III (Minuteman III) ให้เข้ากับที่เรียกว่า "พาหนะสังหารภายนอกชั้นบรรยากาศ ("exoatmospheric kill vehical") คือ สิ่งท้าทายทางเทคโนโลยีอย่างมาก มีราคาสูงมากและเป็นรูปแบบ ของการป้องกันขีปนาวุธพิสัยไกล ที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด อันที่จริงแล้วการจัดแยกระหว่าง ระบบการป้องกันอาวุธจรวดในวงเขตและแห่งชาติ ของคณะบริหารคลินตันยังเป็นผลสืบทอดจากสนธิสัญญา ABM อันเป็นสิ่งซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ทางยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน ยิ่งกว่านั้นโดยการจัดแยก ระหว่างการป้องกันในวงเขตและแห่งชาตินั้น แผนการในปัจจุบันได้นำไปสู่ การแยกระหว่างสหรัฐกับพันธมิตร และเสี่ยงต่อการแยกคู่พันธมิตร ในทางกลับกันผลประโยชน์ของอเมริกาจะแตกต่างจากพันธมิตร ถ้าหากการป้องกันในวงเขตสามารถปกป้องมิตร และกองกำลังของอเมริกาในต่างแดน แต่ว่าประชาชนอเมริกาในประเทศยังคงถูกคุกคามได้ ในยุคสมัยหลังสงครามเย็น อเมริกาและพันธมิตร มากยิ่งกว่าสหภาพโซเวียตได้กลายมาเป็น
วัตถุเป้าหมายหลักที่เป็นอุปสรรค และรัฐเช่น อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ
ซึ่งต้องการพัฒนาขีดความสามารถ ในการขัดขวางอย่างมากที่สุด การวางแผนกองกำลังทหารตามแบบแผน
หรือยืนกรานใช้อิทธิพลทางการเมืองในต่างแดนอย่างธรรมดา โดยเฉพาะในยามเกิดวิกฤตการณ์
จะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากซับซ้อน และอยู่ในขอบเขตบังคับ เมื่อภายในดินแดนของอเมริกาหรืออาณาเขตของพันธมิตร
เป็นเป้าหมายโจมตีโดยรัฐอันธพาลที่มีความสามารถในการซ่อมแซม และใช้กำลังอาวุธขีปนาวุธ
การสร้างระบบป้องกันอาวุธจรวดที่ครอบคลุมทั่วทั้งโลก โดยจัดช่วงชั้นที่แข็งแกร่งและทรงประสิทธิภาพ
เป็นรากฐานความจำเป็นเพื่อให้อเมริกาคงไว้ซึ่งความเป็นเลิศ |
|